Wat Traimitr website | TMC Forum | ลานวัด | สนธนาธรรม | วันสำคัญน่ารู้ | วันมาฆบูชา : วันกตัญญูแห่งชาติ
หน้า: [1]   ลงล่าง
ตอบ | พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วันมาฆบูชา : วันกตัญญูแห่งชาติ  (อ่าน 3844 ครั้ง)
เปรียญบ้านนอก
สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ
สัมภเวสี
*****

นิสสัย: 999
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1256


คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 12 มกราคม 2009, 04:46:35 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

วันมาฆบูชา : วันกตัญญูแห่งชาติ


        วันมาฆบูชา  (บาลี: มาฆปูชา; อังกฤษ: Magha Puja) เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย  "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปุรณมีบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (มักอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม) ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)


ความสำคัญ

     "วันมาฆบูชา" เป็นวันที่ระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์แก่มหาสังฆสันนิบาตในมณฑลวัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งในวันนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4 ประการคือ

   1. พระอรหันต์สาวก 1,250 รูปที่พระพุทธองค์ได้ส่งไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแว่นแคว้นต่างๆ ได้กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ต่างได้มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
   2. พระอรหันต์สาวกหรือพระสงฆ์ทั้ง 1,250 รูปนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการบวชด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
   3. พระอรหันต์สาวกทั้ง 1,250 รูปนี้ ล้วนแต่เป็นพระอรหันตขีณาสพทั้งสิ้น
   4. วันที่พระสงฆ์ 1,250 องค์มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายนี้ ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือนสาม)

เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การบวชโดยวิธีที่มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง ด้วยการตรัสว่า "เอหิ ภิกฺขุ (เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด)"

ด้วยเหตุการณ์ประจวบกับ 4 อย่าง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "จาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งสี่ประการ โดยประชุมกัน ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว 9 เดือน (45 ปี ก่อนพุทธศักราช)


โอวาทปาฎิโมกข์ : หัวใจแห่งพระพุทธศาสนา

     ในวันมาฆบูชานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานหลักธรรมอันเป็น "แก่น" หรือ "หัวใจ" ของพระพุทธศาสนา โดยมีจุดสำคัญที่ว่า ไม่ว่าหลักธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้จะมีมากมายประการเท่าใด แต่เมื่อจะกล่าวโดยย่อ ก็จะสามารถสรุปลงในหลักธรรม 3 ข้อนี้เท่านั้น คือ

     1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ : การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
     2. กุสลสฺสูปสมฺปทา : การยังกุศลให้ถึงพร้อม
     3. สจิตฺตปริโยทปนํ : การชำระจิตของตนให้ผ่องใส

     สิ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่น ก็คือ ทุกศาสนาสอนให้ละเว้นความชั่ว และสอนให้ทุกคนทำความดี แต่พระพุทธศาสนามีเพิ่มมาอีก 1 ข้อ คือ การทำจิตใจให้บริสุทธ์ผ่องใส อันมีลักษณะแตกต่างจากศาสนาอื่น

วันคล้ายวันปลงพระชนมายุสังขาร

     นอกจากเหตุการณ์จาตุรงคสันนิบาตในวันเพ็ญเดือน 3 ในพรรษาแรกของพระพุทธเจ้าแล้ว ในวันเพ็ญเดือน 3 แห่งพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า (คราวที่ทรงพระชนมายุ 80 พรรษา) ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ พระพุทธองค์ได้ทรง "ปลงพระชนมายุสังขาร" กล่าวคือทรงทำนายว่าในวันเพ็ญเดือน 6 ที่จะมาถึง พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน จึงถือได้ว่าวันมาฆบูชาเป็นวันคล้ายวันสำคัญของพระพุทธศาสนาสองเหตุการณ์สำคัญ คือ วันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ และวันที่ทรงทำการปลงพระชนมายุสังขาร (แต่โดยทั่วไปจะทราบแต่เพียงว่าวันนี้เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์)


มาฆบูชา : วันกตัญญูแห่งชาติ

     ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา (ที่อาจถือได้ว่าเป็นวันแห่งความรักของพระพุทธศาสนา) โดยถือว่าเหตุการณ์สำคัญที่เหล่าพระสาวกทั้ง 1,250 รูป ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยความรักในพระองค์ หลังจากได้ออกไปเผยแพร่พระศาสนาโดยมิได้นัดหมายดังกล่าว เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีอันบริสุทธิ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาในปฏิทินจันทรคติในวันเพ็ญเดือนสาม มักจะตกใกล้กับช่วง "เทศกาลวาเลนไทน์" อันเป็นเทศกาลวันแห่งความรักของคริสต์ศาสนา ซึ่งวัยรุ่นไทยบางกลุ่มมักยึดถือคติค่านิยมวันแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ผิด ๆ โดยนิยมยึดถือกันว่าเป็นวันแห่งความรักของคนหนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งถือว่าเป็น "วันเสียตัวแห่งชาติ" ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่านิยมทางจริยธรรมและศีลธรรมของวัยรุ่นไทย รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่เหมาะสมแก่วัยรุ่นไทย ให้หันมาสนใจกับความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน

     โดยวันกตัญญูแห่งชาตินี้ นอกจากจะมีขึ้นเพื่อเป็นการแสดงออกถึงวันแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของชาวพุทธแล้ว ยังมีขึ้นเพื่อส่งเสริมค่านิยมให้คนไทยยึดถือความกตัญญู โดยอาจมีการพูดคุย ส่งการ์ดอวยพร มอบของขวัญหรือช่อดอกไม้แก่ผู้มีพระคุณของเรา เป็นการแสดงความระลึกถึงพระคุณด้วยความหวังดีของผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ การแสดงออกซึ่งน้ำใจหรือคำพูดก็ตาม


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2010, 08:42:52 PM โดย เปรียญบ้านนอก » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ขอต้อนรับทุกท่านนะครับ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
ตอบ | พิมพ์
กระโดดไป: