..
พุทธสุภาษิต : ธมฺเม ฐิตา เย น กโรนฺติ ปาปกํ - ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่ทำความชั่ว.

  • กลับไปยัง : นานาสาระ
  •      เรื่อง : อยากทราบ ถึงการศึกษาของพระ ป.ธ.๓ ถึง




    ต่อจากตอนที่ 1 ....

    รัชกาลที่ ๒

    รัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเรียนบาลี คือทรงให้แก้ไขระดับการศึกษาเสียใหม่ จากเปรียญตรี เปรียญโท เปรียญเอก ก็เปลี่ยนมาเป็น ๗ ระดับ นับตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค โดยผู้ที่จะได้รับการตั้งเป็นเปรียญนั้นต้องสอบได้ตั้งแต่ ๓ ประโยคขึ้นไป ผู้ที่สอบได้ไม่ถึง ๓ ประโยค ยังไม่ให้เป็นเปรียญ แต่ก็ได้รับการอุปถัมภ์จากสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ พระราชวังหน้า ในรัชกาลที่ ๒ เนื่องจากสามเณรสา (ที่ได้ ๑๘ ประโยคในภายหลัง) ท่านสอบได้เพียง ๒ ประโยค ในขณะมีอายุได้เพียง ๑๔ ปี ตั้งแต่นั้นมา ผู้ที่สอบได้เพียง ๒ ประโยค จึงเรียกว่า ?เปรียญวังหน้า? และคำว่า ?ประโยค? นี้ กำหนดด้วยการแปลหนังสือบาลี ต่อหน้าพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง ที่เรียกว่าสอบบาลีสนามหลวงนั่นเอง เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทรงกำกับ การสอบด้วยพระองค์เอง เมื่อพระภิกษุสามเณรรูปใดสอบได้ คือแปลผ่าน ๓ ประโยคขึ้นไป ก็ทรงถวายพัดยศ เรียกว่าทรงตั้งเปรียญในเวลานั้นเลย แสดงให้เห็นถึงความเอาธุระ ในพระศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นอย่างดียิ่ง

    การสอบภาษาบาลีในรัชกาลที่ ๒ นี้ ยังคงเป็นแต่การแปลด้วยปากเปล่า ยังไม่มีวิธีการเขียน แบบในปัจจุบัน เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นแบบข้อเขียนในปัจจุบันใน พ.ศ. ๒๔๖๙ อ้อ สมัยก่อนนั้น ก็ยังไม่เรียนเขียนอ่าน เป็นภาษาไทยนะท่าน เขาเรียนกันด้วย อักษรขอมหรือเขมร เพิ่งมาเปลี่ยนเอาก็ใน พ.ศ ๒๔๘๕ นี่เอง จะสังเกตเห็นว่า สมัยโบราณ เวลาพระไทยเขียนภาษาบาลี มีการลงอักขระเลขยันต์เป็นต้น ก็ต้องลงด้วยอักษรขอมทั้งนั้น นี่ก็เพราะติดมาแต่โบราณ ซึ่งกลายเป็นคตินิยมอีกว่า ถ้าจะลงคาถาให้ขลังแล้วละก็ต้องเขียนเป็นอักษรขอม เขียนเป็นไทยคนไทยอ่านได้ ก็เข้าใจ ทีนี้อะไรที่คนเขาเข้าใจมันก็ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้น มันเป็นเรื่องของศรัทธาหรือความโง่ หาใช่เรื่องของปัญญา คือความฉลาดไม่ แหม พูดก็พูดให้จบ คำว่า ขลัง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเล่าว่า หญ้าคานั้น สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับพิธีพราหมณ์มาแต่ดั้งเดิมแล้ว พราหมณ์ในเมืองไทยเรียกหญ้าคาว่า ขลัง ทำให้เกิดคำว่า ขลัง ขึ้นในภาษาไทย อะไรที่ทำพิธีแล้ว หรือผ่านพิธีแล้ว ก็เรียกว่าขลัง เพราะพิธีพราหมณ์ต้องมี ?ขลัง? คือหญ้าคา ขาดเสียมิได้..? และโบราณท่านว่า การเรียนคาถานั้นท่านห้ามมิให้แปล เพราะถ้าแปลออกมาแล้ว คาถาที่คนไหว้บูชาก็ไม่ขลังสิท่าน ดังนี้แล

    ในรัชกาลที่ ๓ ได้มีสามเณรรูปหนึ่งเรียนเก่งมาก ชื่อว่าสามเณรสา ศึกษาอยู่ ในสำนักพระภิกษุวชิรญาณ (สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขณะทรงผนวช) ขณะมีอายุได้ ๑๘ ปี ได้เข้าสอบพระปริยัติธรรม ในสนามหลวง (ต่อพระพักตร์รัชกาลที่ ๓) สามารถแปลบาลีได้หมดคราวเดียวถึง ๙ ประโยค นับเป็นสามเณรรูปแรก ของประเทศไทยที่สอบได้สูงสุด ครั้นมีอายุครบ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่บวชพระได้ไม่กี่พรรษา พระมหาสา ก็ลาสิกขา ออกไปเป็นฆราวาส

    ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๓ แล้ว พระภิกษุวชิรญาณทรงลาผนวช เสด็จขึ้นครองราชย์ ในพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีตำนานว่า รัชกาลที่ ๔ มีรับสั่งให้นำนายมหาสาเข้าเฝ้า พระราชทานผ้าไตร พร้อมกับพระดำรัสถามว่า จะเอาผ้าไตรหรือว่าจะเอาคุก ? ก็หมายถึงว่าถ้าไม่บวชก็ต้องโทษ ทิดสาจึงได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง ในปีกุน จุลศักราช ๑๒๑๓ พ.ศ. ๒๓๙๔ ขณะมีอายุได้ ๓๙ ปี มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมปวเรศวริยาลงกรณ์ พระสังฆราชองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา ?ปุสฺสเทโว? จำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศ

    พระมหาสาบวชใหม่ได้ ๗ พรรษา ก็ฟื้นความรู้บาลีขึ้นมาใหม่ ได้สมัครเข้าสอบบาลี สนามหลวงอีกเป็นครั้งที่ ๒ แล้วก็ปรากฏเหตุมหัศจรรย์ เมื่อท่านสามารถ สอบแปล ปากเปล่าได้อีกถึง ๙ ประโยครวด กิตติศัพท์ของท่านจึงดังระบือไปว่า ?พระมหาสา ปุสฺสเทโว เปรียญ ๑๘ ประโยค !..?

    สมณศักดิ์สุดท้ายของพระมหาสา ท่านได้รับการสถาปนาเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช" สถิต ณ วัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมาราม สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๔๒ เวลา ๐๒.๒๐ น. ชนมายุ ๘๗ พรรษา ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ ๖ พรรษา ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นี่คือเรื่องพระมหาสา ๑๘ ประโยค

    เท่าที่สังเกตเห็น คำว่า ?มหา? เพิ่งมาปรากฏเอาในชื่อของพระมหานาค วัดภูเขาทอง สมัยพระเจ้าจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก ก่อนแต่นี้ขึ้นไปมีแต่คำว่า บาเรียนหรือเปรียญ ใช้เท่านั้น หรืออาจจะใช้มาก่อนหน้านี้แล้วก็เป็นได้ หากเป็นแต่เพียงคำเรียกเท่านั้น มิได้เขียนเป็นชื่อเรียกขานมาก่อน มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านก็คงสรุปได้ว่า คำว่ามหาบาเรียนหรือมหาเปรียญที่แบ่งออกเป็น ๗ ระดับ ตั้งแต่ประโยค ๓ ถึง ประโยค ๙ นั้น เป็นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นสมณศักดิ์ ที่ได้มาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งใช้ภาษาบาลีเป็นสื่อ

    ที่ถามว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะอยู่ในระดับไหน ? อันนี้ก็ขอบอกตามตรงว่า พูดยาก เพราะการจะเอายศทางพระ ไปเปรียบเทียบกับยศทางโลกนั้นมันไม่ตายตัว อีกประการหนึ่ง สมณศักดิ์ ?มหาเปรียญ? นั้น ก็มีแตกต่างกันถึง ๗ ชั้น ซึ่งท่านได้แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ เปรียญ ๓ ประโยค จัดเป็นเปรียญตรี เปรียญ ๔-๕-๖ ประโยค จัดเป็นเปรียญโท เปรียญ ๗-๘-๙ เป็นเปรียญเอก สำหรับเปรียญธรรม ๙ ประโยคนั้นถือว่าเป็นชั้นเอกอุ คือสูงสุดในฝ่ายการศึกษาของคณะสงฆ์ที่จัดขึ้น จึงถือว่ามียศสูง อยู่ในระดับรองพระราชาคณะชั้นสามัญ ถ้าได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ สูงขึ้นไปอีก ก็มักจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะไปเลย ไม่ต้องเป็นพระครูสัญญาบัตร แสดงถึงสมณศักดิ์มหาเปรียญ ๙ ว่าสูงกว่า พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ นอกนั้นก็มีลดหลั่นกันลงมา นี้ว่ากันด้วยเรื่อง ระดับของยศพระมหาเปรียญ

    ส่วนในด้านการศึกษานั้น แต่โบราณมา การศึกษาภาษาบาลี ถือว่าเป็นการศึกษาที่ยาก หาคนสำเร็จได้น้อย จึงได้รับการยกย่องจากคนทั่วไป กระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งใดมายืนยันได้ว่า คนที่จบเปรียญชั้นนั้นชั้นนี้แล้ว จะมีวุฒิเทียบเท่าทางโลกในระดับใด แต่มีเรื่องเกี่ยวกับ ความเชื่ออยู่ว่า มีมหาเปรียญท่านหนึ่ง เดินทางจากกรุงเทพ ฯ กลับบ้านเกิดที่บ้านนอก ญาติโยมได้ถามท่านมากมาย ว่าที่ได้เป็นมหานั้น เขาว่าเป็นยากเป็นเย็น เรียนหนังสือเก่ง สามารถรู้เสียงนกเสียงกาได้ ยิ่งบางรูปบางองค์นั้น ได้รับอาราธนาให้ซ่อมทีวี หรือใบ้หวยให้เลยก็มี นี่เพราะคตินิยมที่ว่ามหานั้นเก่ง อย่างไรก็ตาม การที่มหาเปรียญ ตั้งแต่ ๓ ประโยค ถึง ๙ ประโยค ได้รับการจัดระดับเป็นเปรียญตรี เปรียญโท และเปรียญเอกนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนำมาเป็นเกณฑ์กำหนดความรู้ ของพระภิกษุในสายบาลีนี้ว่า

    ๑. เปรียญ ๓ ประโยค เทียบเท่าปริญญาตรี

    ๒. เปรียญ ๔-๕-๖ ประโยค เทียบเท่าปริญญาโท

    ๓. เปรียญ ๗-๘-๙ ประโยค เทียบเท่าปริญญาเอก

    แต่ก็เป็นเพียงการกำหนดของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้เท่านั้น ยังมิได้มีพระราชบัญญัติรับรองวิทยฐานะผู้ที่เรียนจบเปรียญธรรมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

    ว่ากันถึงเครื่องหมายสมณศักดิ์ชั้นมหานั้น ก็คือพัด เมื่อพระภิกษุรูปใด ได้รับพระราชทานพัด จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็แสดงว่า ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นมหาเปรียญแล้ว จึงมีศักดิ์และสิทธิ์ตามสมณศักดิ์ ทั้งสามารถใช้คำ ?พระมหา? นำหน้าชื่อของพระรูปนั้นได้ แต่ก็ใช้ได้แต่พระภิกษุ เท่านั้นนะท่าน ส่วนสามเณรนั้นท่านห้ามมิให้ใช้ ใช้แต่เพียงคำว่า ?สามเณร...เปรียญ? เท่านั้น คือการใช้คำว่าเปรียญต่อท้ายชื่อ อ้อ สำหรับพระมหาเปรียญ ที่สึกออกไปแล้ว กลับเข้ามาบวชใหม่ ท่านก็ไม่ให้ใช้คำว่า ?พระมหา? อีก ให้ใช้แต่เพียงคำว่า ?เปรียญ? ต่อท้ายชื่อเท่านั้น พัดยศของมหาเปรียญนั้น ท่านเรียกว่าพัดหน้านาง มี ๓ สี คือ

    เปรียญ ๓-๔ และ ๕ ประโยค เทียบเท่าเปรียญตรี ถือพัดหน้านางสีแดง

    เปรียญ ๖-๗ และ ๘ ประโยค เทียบเท่าเปรียญโท ถือพัดหน้านาง
    สีเหลือง

    เปรียญ ๙ ประโยค เทียบเท่าเปรียญเอก ถือพัดหน้านาง พื้นตาด
    สีเหลืองทอง ด้ามงา

    การกำหนดนี้มีในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ถ้าจะถามว่า แล้วพัดยศที่ว่านี่เอาไปทำอะไร ? อันนี้ต้องบอกว่า เอาไว้เป็นเครื่องประดับยศ ในเวลาเข้าร่วมงานหลวงหรืองานพระราชพิธี ซึ่งในการถือยศนี้ มีผลไปถึงที่นั่งในบริเวณพิธีด้วย คือว่าท่านผู้ใดถือพัดยศระดับใดมา ก็ต้องนั่งเรียงลำดับไป ตามสมณศักดิ์ จะถือเอาอายุพรรษาเป็นเกณฑ์ เหมือนในงานขึ้นบ้านใหม่ไม่ได้ ดังนั้น ถ้าพระรูปใด ถือพัดที่แสดงถึงยศอันสูงกว่ารูปอื่น ก็ย่อมได้นั่งสูงกว่า ส่วนผู้ที่มีสมณศักดิ์ต่ำกว่า แม้อายุพรรษาจะมากกว่าก็ตาม ก็ต้องนั่งบนอาสนะอันต่ำกว่า เพราะการใช้พัดเป็นเครื่องหมายนี่เอง รู้ไว้ใช่ว่า และนี่คือการรับรองวิทยฐานะพระเปรียญอย่างเป็นทางการ



    พระราชบัญญัติ
    กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗
    ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.



    มาตรา ๔ ให้ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา

    (๑) ตามหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และแผนกบาลี สนามหลวง เปรียญธรรม ๙ ประโยค มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรีเรียกว่า "เปรียญธรรมเก้าประโยค" ใช้อักษรย่อว่า ?ป.ธ.๙"

    ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๗ เป็นปีที่ ๓๙ ในรัชกาลปัจจุบัน


    พลเอก ประจวบ สุนทรางกูร

    รองนายกรัฐมนตรี

    ก็เป็นอันว่าพระเปรียญธรรม ๙ ประโยค มีศักดิ์และสิทธิ์เป็นปริญญาตรี ตามกฎหมาย ส่วนในระดับอื่นๆ นั้น มีวุฒิดังต่อไปนี้



    ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

    ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพ.ศ.๒๕๒๑ และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๕๒๔มาใช้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น ในปีการศึกษา ๒๕๒๖ และกระทรวงศึกษาธิการประสงค์จะสนองต่อนโยบายในการบำรุงส่งเสริมพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาของสงฆ์ จึงได้พิจารณาการเทียบวุฒิเปรียญธรรมกับวุฒิสามัญที่มีอยู่เดิม ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงให้เทียบวุฒิเปรียญธรรมกับวุฒิสามัญ ดังนี้

    ๑. เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ.๓) เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ.๒๕๒๑ (ม.๓) โดยไม่ต้องออกใบเทียบความรู้

    ๒. เปรียญธรรม ๕ ประโยค (ป.ธ.๕) และประการณ์ในการสอนวิชาปริยัติธรรม แผนกธรรม หรือแผนกบาลี หรือในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี โดยมีเวลาสอนไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ชั่วโมง เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. ๒๕๒๖ (ม.๖) โดยให้กรมการศาสนา เป็นผู้รับรองประสบการณ์ และกรมวิชาการเป็นผู้ออกใบเทียบความรู้ให้



    ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๒๖

    นายสมาน แสงมลิ

    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ



    พระเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในปัจจุบัน ถือนิตยภัต (เงินเดือน) จากรัฐบาลไทย เดือนละ ๒,๔๐๐ บาท เทียบเท่ากับยศพระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.๓ และเป็นเพียงตำแหน่งเดียว ที่ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล ในฐานะที่สำเร็จการศึกษาของคณะสงฆ์ ถือเป็นบำเหน็จ ในความสำเร็จในการศึกษา หมายความว่าพระที่สำเร็จเปรียญธรรม ๙ ประโยคนี้แล้ว แม้จะไม่ต้องสอนหนังสือ ไม่ต้องมีตำแหน่งใดในทางการปกครอง เรียกว่าอยู่เปล่าๆ ก็ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมานั้น ต้องเป็นพระสังฆาธิการ หรือพระที่มีตำแหน่งในทางการปกครองเท่านั้น จึงจะได้รับพระราชทานนิตยภัตตามตำแหน่ง ส่วนพระเปรียญชั้นอื่นๆ ตั้งแต่ประโยค ๘ ลงมา ยังไม่มีการพิจารณาให้เงินเดือนแต่อย่างใด รวมความเกี่ยวกับพระเปรียญก็คือว่า นอกจากจะเป็นศักดิ์และสิทธิ์ในทางการศึกษาแล้ว คำว่า ?เปรียญธรรม? ยังเป็นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่จบการศึกษาอีกด้วย

    กับคำถามข้างต้นที่ว่า อยากทราบถึงการศึกษาของพระ ป.ธ.๓ ถึง ป.ธ. ๙ คืออะไร ? ก็ขอสรุปแบบง่ายๆ ว่า การศึกษาของพระที่เรียกว่าเปรียญธรรม ก็คือการศึกษาตามหลักสูตร ของคณะสงฆ์ไทยสายภาษาบาลี ซึ่งแบ่งออกเป็น ๗ ชั้น ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค จนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งเป็นหลักสูตรสูงสุด ซึ่งเป็นการศึกษาพระไตรปิฎก และหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกคืออรรถกถา ฎีกา เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ท่านเขียนไว้ด้วยภาษาบาลีนั่นเอง

    ทีนี้ถ้าอ่านบาลีไม่ออกก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนอ่านจดหมายภาษาอังกฤษ ถ้าไม่รู้ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน แต่ที่ว่าภาษาบาลีเป็นภาษาที่เรียนยากน่ะ เพราะเหตุผลหลายประการ

    อย่างแรก ท่านว่าเพราะเป็นภาษาที่ตายแล้ว คือไม่ได้ใช้พูดมานาน เป็นภาษาหนังสือเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นภาษาตกยุค ที่เราเห็นๆ ในพระไตรปิฎกน่ะเป็นสำนวนเมื่อสอง-สามพันกว่าปีก่อน ส่วนสำนวนหมาหยอกไก่ หรือสำนวนตลกคาเฟ่ อย่างในปัจจุบันน่ะ หาไม่ได้หรอกโยม

    อย่างที่สอง ก็เป็นเรื่องของหลักสูตร คือหลักสูตรการเรียนบาลีที่ใช้ในปัจจุบันนั้นไม่เป็นปัจจุบัน คือเป็นหลักสูตรเมื่อหลายร้อยปีแล้ว เคยเรียนกันมาอย่างไร วันนี้พระสงฆ์ก็ยังคงนั่งท่องกันหัวโต เหมือนสมัยนั้น ความเก่งของคนในวัดจึงวัดกันด้วยความจำอีกต่างหากด้วย อ้อ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของ ?มหา? ล้วนๆ เลยโยม

    ส่วนอีกคำถามที่ว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะอยู่ในระดับไหน ? ก็ขอได้เทียบเอาเอง ส่วนตัวอาตมานั้นยอมรับว่าหิวแล้ว ต้องอำลาอาลัยไปก่อน คุยเรื่องมหาก็อย่างนี้แหละท่าน ทั้งใหญ่ทั้งยาว จนหาที่ลงไม่เจอจริงๆ ทีนี้หายสงสัยหรือยังล่ะ ว่า พระพุทธเจ้าน่ะ เป็นมหา !

     


    จาก : จุลสารพระธรรมฑูต วัดไทยลาสเวกัส ปี
    ที่มา : http://www.bugpage.net/

    รายงาน ณ วันที่ 30 ม.ค. 2551 เวลา 22:30:15 น.



    โปรดร่วมแสดงความคิดเห็น :

    มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน โปรดติดต่อ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง