..
พุทธสุภาษิต : กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ - ผู้โกรธ ย่อมมองไม่เห็นธรรม.

  • กลับไปยัง : นานาสาระ
  •      เรื่อง : ธรรมะจากพระโอษฐ์ : ทิพยจักษุมีอยู่จริง




    ทิพยจักษุมีอยู่จริง



    โดย ธรรมะจากพระโอษฐ์


    ***********************************


    ปัญหา ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ได้ทอดทิ้งพระสมณศากยมุนีหนีไปก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นระยะทางไกลมาก พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่า พระปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเสด็จไปโปรดถูกที่ ?

    พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... เราจึงคิดว่า เราจะแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ใครหนอ ใครจักทราบชัดธรรมนี้ได้โดยเร็ว เราจึงคิดว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้อุปัฎฐากเราผู้กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ เป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากนัก ถ้าไฉน เราพึงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่พวกเธอ เราจึงคิดว่า บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ เราก็รู้ได้ว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีด้วยทิพยจักษุที่บริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ครั้นเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาพอสมควรแล้ว จึงได้ออกจาริกไปเมืองพาราณสี.... ฯ"

    ที่มา : ปาสราสิสูตร มู. ม. (๓๒๔)

    อรรถาธิบาย :
    ทิพยจักษุ แปลตรงตัวว่า ผู้มีตาทิพย์ มีความหมายได้หลายอย่าง เป็นความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็นก็ได้ เช่น ผี วิญญาณ เปรต อสูรกาย เป็นต้น หมายถึงผู้ทีมองเห็นอดีตหรืออนาคตก็ได้ โดยรวมๆ คือ ผู้ที่มีความสามารถในการมองเห็นมากกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

    แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจก่อนก็คือ คำว่า "ตา" ในทางพระพุทธศาสนา แบ่งไว้เป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกได้แก่ตานอก เป็นตาคืออวัยวะช่วยในการมองเห็นของเรานี่เอง และประเภทที่สองคือตาใน ได้แก่ตาคือปัญญาที่รู้แจ้งแตกฉานในสัจธรรม โดยมิได้ถูกตานอกชักนำลวงหลอกให้ลุ่มหลง โดยปัญญาที่เปรียบเสมือนตานั้น ก็คือความรู้ความเข้าใจในหลักของเหตุและผลที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เข้าใจว่าเพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิด สิ่งนี้เกิดได้ เพราะมีสิ่งนี้ ผู้ที่มีกำลังแห่งปัญญาด้านนี้มาก จะเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ไกล มองสิ่งใดๆ ตามความเป็นจริง คาดเดาอะไรได้อย่างแม่นยำ โดยการเดานั้นมิใช่การเดาส่งเดช แต่เป็นการเดาที่เกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกฎแห่งกรรม รู้ถึงสาเหตุและรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น มิใช่สิ่งทีจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ต้องอาศัยการเพาะบ่มสมาธิมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องถูกวิธี คือ มีสัมมาทิฏฐิทุกขณะที่ปฏิบัติ เพราะคุณวิเศษนี้สามารถให้ทั้งคุณและให้ทั้งโทษแก่ผู้ที่ฝึกฝนได้

    ผู้ที่ฝึกฝนการหมั่นมองดูเหตุและปัจจัยจนเข้าใจไปถึงผลที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ด้วยกำลังแห่งสมาธิอันบริสุทธิ์ดีแล้ว จะทราบได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นอย่างนี้เพราะได้เคยทำอะไรไว้ และเมื่อทำอะไรลงไป จะได้รับผลอย่างไรในสิ่งที่ทำ เมื่อทำปัญญาเช่นนี้ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เข้า จนเชี่ยวชาญเกิดเป็นประสบการณ์สะสม แม้การพยากรณ์พฤติกรรมของผู้อื่นนั้นก็เป็นเรื่องง่าย ดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบด้วยทิพยจักษุว่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้อาศัยอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั่นเอง.

     


    จาก : ธรรมะจากพระโอษฐ์
    ที่มา : http://www.84000.org/true/001.html

    รายงาน ณ วันที่ 18 ก.ย. 2555 เวลา 23:44:49 น.



    โปรดร่วมแสดงความคิดเห็น :

    มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน โปรดติดต่อ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง