..
พุทธสุภาษิต : อตฺตโน ปนา ทุทฺทสํ - ความผิดของตน มักจะมองเห็นยาก.

  • กลับไปยัง : นานาสาระ
  •      เรื่อง : พรพระพรหม : บุญญานุภาพ




    บุญญานุภาพ



    บทพระธรรมเทศนา โดย
    (พระพรหมเวที) เจ้าคณะภาค ๘
    เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม
    วันจันทร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕



    ***********************************


    ...........คำว่า บุญ แปลว่า ความดี หรือ คุณงามความดี เป็นสภาพที่ช่วยชำระซักฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้สะอาด เหมือนน้ำสำหรับซักผ้าให้สะอาด ฉะนั้น
    ...........คำว่า อานุภาพ แปลว่า อำนาจ ความยิ่งใหญ่ หรืออิทธิฤทธิ์
    ...........รวม ๒ คำว่า บุญญานุภาพ แปลว่า อำนาจบุญ ความยิ่งใหญ่แห่งบุญ หรืออิทธิฤทธิ์แห่งบุญ

    ...........บุญนั้น นับว่าเป็นทรัพย์อันประเสริฐอย่างหนึ่ง มาในรูปของศีล จาคะ และปัญญา เป็นสมบัติที่ยั่งยืน เที่ยงแท้ คงทนถาวร เฉพาะผู้ทำ ไม่มีแปรผัน เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน ทุกยุค ทุกสมัย ทุกภพ ทุกชาติ ไม่ใช่เป็นของสาธารณ์ที่ใครๆ จะมาหยิบฉวยเบียดบังเอาไปไม่ได้เลย ถึงจะมีอำนาจมีอิทธิฤทธิ์มากมายสักปานใด เป็นมนุษย์หรือทวยเทพก็ตาม จะมาหยิบฉวยแย่งชิงไม่ได้ทั้งนั้น เป็นสมบัติที่ไร้เทียมทาน ตกน้ำก็ไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ เป็นสมบัติเฉพาะของผู้ทำทั้งในโลกนี้ หรือสิ้นชีพไปแล้ว ก็ติดตามไปเป็นสมบัติของผู้นั้น เหมือนเงาตามตัวฉะนั้น
    ...........บุญเป็นสมบัติที่คงทนถาวร ไร้เทียมทาน ดังนี้ จึงจัดเป็นอริยทรัพย์ที่เป็นอมตนิรันดร์กาล
    ...........ส่วนทรัพย์สมบัติอื่นๆ นั้น ไม่มีความมั่นคง ไม่เที่ยงแท้ อาจแปรผันเปลี่ยนแปลงเป็นของสาธารณะแก่คนทั่วไปได้ และความไม่เที่ยงแท้ ไม่มั่นคงของทรัพย์สมบัติอื่นๆ ปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่เสมอ เพราะปรากฏว่าบางคน ชีวิตในเบื้องต้นสมบูรณ์พูนสุขด้วยทรัพย์สินบริวาร แต่พอเริ่มกลางชีวิตเท่านั้น ก็กลายเป็นคนยากจน ขัดสน หรือไม่ก็บั้นปลายชีวิตหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างก็มี
    ...........บางคนเบื้องต้นชีวิต หรือท่ามกลางของชีวิตประสบความยากจนข้นแค้นแสนสาหัส แต่พอถึงบั้นปลายชีวิต กลับมั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุข ยิ่งในสภาพปัจจุบันนี้ด้วย ชีวิตเช่นดังกล่าวมานี้ก็ยิ่งพบเห็นได้ง่ายมาก พอหุ้นขึ้น อยู่คนเดียวก็ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ แต่ครั้นวันที่สองต่อมา พอหุ้นกลับหล่นลงนรกเท่านั้น ผู้เล่นเองก็มีสภาพไม่ผิดอะไรไปจากเปรต ก็คือตกนรกดีๆ นี่เอง
    ...........ที่ว่าเป็นของสาธารณะแก่คนทั่วไปนั้น เดี๋ยวผู้นี้เป็นมหาเศรษฐี หลังจากนั้นไม่กี่ปีอันดับมหาเศรษฐีนั้นก็ตกไปเป็นของคนอื่น และทรัพย์สมบัติที่เคยมีเมื่อครั้งเป็นเศรษฐีนั้น คนอื่นๆ รอบๆ ข้าง ต่างก็พยายามเบียดบังเอาไปเป็นของตัวเอง มีโอกาสเมื่อใด เป็นต้องเบียดบังเอาไปเมื่อนั้น นอกจากนี้ ยังต้องพินาศสูญสิ้นไป เพราะโจรปล้นหรือถูกภัยจากธรรมชาติ มีวาตภัยอุทกภัย และอัคคีภัยเป็นต้น มากต่อมาก หรือต้องสังเวยต่อผู้มีอำนาจอย่างสุดที่จะคณานับได้
    ...........เพราะฉะนั้น จึงมีคำพังเพยกล่าวไว้ หมายถึงสมบัติภายนอกนั้นว่า สมบัติพลัดกันชม คือคนนี้ร่ำรวยอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นของคนโน้น บางครั้งในเดือนเดียวแท้ๆ เปลี่ยนไปไม่รู้ว่ากี่เจ้าของ เปลี่ยนไปไม่รู้ว่ากี่มือ บางครั้งไม่มีใครมาเบียดเบียนเลย แต่ก็ต้องหมดสิ้นไป เพราะความสมัครใจของผู้เป็นเจ้าของเอง หมดไปเพราะสุราบ้าง นารีบ้าง การพนันบ้าง การเที่ยวเตร่อีกจิปาถะ
    ...........ตามที่กล่าวมานี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความไม่จีรังยั่งยืน ไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง ความเป็นของสาธารณะทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุด ก็คือทรัพย์สมบัติเหล่านั้น จะเป็นเจ้าของมันได้เพียงคนเรายังมีชีพอยู่เท่านั้นเอง พอตายไปแล้วจะเอาติดตัวไปสักนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องทิ้งเอาไว้ให้คนข้างหลังผลัดกันเป็นเจ้าของต่อไปอีก
    ...........เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก คนเรานั้นยามเมื่อมีชีวิตอยู่ บางคนอุตส่าห์ทำ อุตสาห์โกง อุตสาห์กอบโกย ต่างคนต่างแย่งกัน แสวงหาเลือดตาแทบกระเด็น บางครั้งบางคราวชีวิตของตนก็แทบจะเอาไม่รอด บางคนเกิดมาก็พยายามโกงเพื่อนร่วมโลกทุกวิถีทาง โกงแม้กระทั่งบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งชาติบ้านเมือง ทั้งๆ ที่รู้ว่าตายไปแล้ว สิ่งเหล้านั้นก็เอาไปไม่ได้แม้แต่นิดเดียว แต่ก็ยังพยายามอุตส่าห์แสวงหามาด้วยชีวิต นี่คือความเป็นจริง ฉะนั้น จึงมีเพียงทรัพย์สมบัติคือบุญอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสมบัติ จีรังยั่งยืนอยู่กับเรา ทั้งที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และจากโลกนี้ไปแล้วก็ยังติดตามไปเป็นสมบัติสำหรับใช้สอยของเราตลอดไปในปรโลก
    ...........บุญนั้น มีที่มา หรือมีทางเกิดเป็นส่วนใหญ่ๆ ๓ ทาง คือ :–
    ...........๑. ทาน เกิดจากการบริจาคทาน
    ...........๒. ศีล เกิดจากการรักษากายวาจาให้เรียบร้อย
    ...........๓. ภาวนา เกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านวุ่นวายในอารมณ์ต่างๆ ให้รวมอยู่ในจุดเดียวโดยทางที่ชอบ เรียกว่าการเจริญภาวนา
    ...........แท้จริง หลักเกณฑ์การบำเพ็ญบุญทั้ง ๓ ทาง นั้น ชาวไทยที่เป็นชาวพุทธได้นิยมถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งบางครั้งไม่ได้นึกถึงว่าที่ปฏิบัติกันอยู่นั้นจัดอยู๋ในหลักเกณฑ์อะไร เพียงแต่คิดว่าได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามจารีตประเพณีนิยมเท่านั้นเป็นใช้ได้ นั่นก็คือมงคลพิธีต่างๆ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของไทยเรา เป็นมงคลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของไทยเรา ตั้งแต่เกิดจนถึงตายจากโลกนี้ไปนั่นเอง
    ...........ก็โดยอาศัยพระพุทธพจน์ที่เป็นหลักฐานตรัสยืนยันไว้ในพระบาลีหลายแห่ง ว่า
    สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
    การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้ ฯ


    มา ภิกฺขเว ปุญฺญํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ อธิวจนํ
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อย่ากลัวบุญเลย คำว่า บุญนี้ เป็นชื่อเห่งความสุข ฯ


    และพระพุทธพจน์ว่า
    ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ
    บุญทั้งหลาย เป็นที่พึ่งอาศัยของเหล่าสัตว์ ในโลกเบื้องหน้า ก็คือปรโลก ฯ


    ...........เพราะฉะนั้น ผู้ที่หวังความสุขจึงต้องหมั่นบำเพ็ญบุญ ผู้ใดหมั่นบำเพ็ญบุญสร้างกุศลไว้ได้มากเพียงใด ผู้นั้นก็ชื่อว่าได้ตักตวงเอาความสุขไว้มากเพียงนั้น ส่วนพลานุภาพความยิ่งใหญ่ หรืออิทธิฤทธิ์แห่งบุญนั้นมีเป็นอเนกประการ สุดที่จะพรรณนา เพียงคำสรุปของศีลอย่างเดียวที่ว่า

    "สีเลน สุคตึ ยนฺติ"
    คนสัตว์จะไปเกิดยังคติที่ดีงามได้ (เทวโลก) ก็เพราะศีล
    จะร่ำรวยเพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ก็เพราะศีล
    จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็เพราะศีล อีกเหมือนกัน


    และในนิธิกัณฑสูตร ทรงพรรณนาพลานุภาพ หรืออิทธิฤทธิ์แห่งบุญไว้อย่างเยี่ยมเหนือคำบรรยายว่า
    ...........บุญสมบัติ ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น เป็นของเฉพาะผู้ทำ โจรก็ปล้นสะดมไปไม่ได้ ผู้เป็นเจ้าของก็หยิบยื่นให้ผู้อื่นไม่ได้ ผู้มีอำนาจวาสนาทั้งมนุษย์หรือเทวดาจะมาบังคับขู่เข็ญเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น บุญสมบัติจะติดตามผู้ทำไปเหมือนเงาติดตามตัวไป ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ชาตินี้ก็เป็นสมบัติของผู้ทำ ชาติหน้าก็ติดตามไปเป็นสมบัติของผู้นั้นอีก ตลอดกาล สิ่งที่ปรารถนาที่ต้องการ คือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ในชาตินี้ด้วย ในชาติหน้าด้วย ทั้งที่เป็นของมนุษย์หรือของเทพเจ้าจะสำเร็จสมประสงค์ได้ ก็เพราะบุญสมบัติแท้ๆ
    ...........ผิวพรรณจะงดงามเลอเลิศ สุ่มเสียงจะไพเราะเสนาะโสต เหมือนเสียงระฆังทอง ทรวดทรงจะอ้อนแอ่นอรชร ที่เรียกว่าทรงสเลนเดอร์ รูปจะสวยพราวเสน่ห์ แม้นางงามจักรวาลก็ยังอายก็ดี ความยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน หรือการมีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ด้วยบุญสมบัติเท่านั้น
    ...........การได้รับสถาปนาเป็นพระราชา การได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ความสุขเหมือนของพระเจ้าจักรพรรดิ การได้รับสถาปนาเป็นเทพเจ้าในเทวโลกหรือที่เรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่เหนือฟ้า ทั้งหมดนี้ จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ด้วยอาศัยบุญสมบัติเหมือนกัน
    ...........มนุษย์สมบัติหรือสวรรค์สมบัติ แม้นิพพานสมบัติที่เรียกว่าอมตนิรันดร์กาลจะสำเร็จผลได้ด้วยบุญสมบัติแท้จะถึงความเยี่ยมยอด ที่เรียกว่าไร้เทียมทานในปฏิสัมภิทา จะเชี่ยวชาญในวิโมกข์ จะถึงความสำเร็จเป็นสาวกบารมีญาณ จะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเอกอุในสากลโลกได้ ก็เพราะอาศัยบุญสมบัตินั่นเอง
    ...........เท่าที่ได้พรรณาไว้นี้ จะเห็นได้ว่าบุญสมบัติมีพลานุภาพเยี่ยมยอดขนาดไหน เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่เหนือความยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ก็ขนาดอัครสาวกที่เยี่ยมยอดก็ดี จะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี จะบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าเอกในโลกก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นมหาสมบัติ นิรันดร์กาลทั้งสิ้น ก็ยังสำเร็จได้ด้วยบุญแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงสมบัติอื่นๆ ยิ่งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บด้วยแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องจิบจ้อยสำหรับบุญจริงๆ ต้องมีพลานุภาพที่จะขจัดปัดเป่าให้ถึงความสวัสดีง่ายๆ ดังพลิกฝ่ามืออย่างแน่แท้ เหมือนผู้เยี่ยมวรยุทธ์เพียงแต่ยืนอย่างสงบ ก็สามารถสยบข้าศึกได้ทั้งกองทัพ ฉะนั้น
    ...........ด้วยเหตุนี้แหละ บุญก็คือทุนนิธินั่นเอง จึงต้องหมั่นสั่งสมอบรมไว้แท้ๆ เพราะบุญที่สั่งสมไว้จะนำอิฏฐผลมาให้ตลอดนิรันดร์กาล

    อำนาจบุญ ยิ่งใหญ่ ในไตรจักร
    อีกสมบัติ โลกมนุษย์ สุดสวรรค์
    แม้นิพพาน มรรคผล ผลอนันต์
    ทุกสิ่งสรร หลั่งล้น ด้วยผลบุญ.

     


    จาก : พระธรรมเทศนา โดย พระพรหมเวที
    ที่มา : ไม่ระบุที่มา

    รายงาน ณ วันที่ 24 ส.ค. 2555 เวลา 17:56:47 น.



    โปรดร่วมแสดงความคิดเห็น :

    มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน โปรดติดต่อ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง