..
พุทธสุภาษิต : สุขา สทฺธมฺมเทสนา - การแสดงธรรม ก่อให้เกิดความสุข.

  • กลับไปยัง : นานาสาระ
  •      เรื่อง : ตาบอดคลำช้าง : ศิลปะแห่งการมองต่างม




    ตาบอดคลำช้าง
    ศิลปะแห่งการมองต่างมุม


    **************************


    “ตาบอดคลำช้าง” เป็นสำนวนไทย หมายถึงเรื่องๆ เดียว แต่ว่ามีคนรู้กันหลายคน โดยแต่ละคนนั้นรู้กันคนละด้าน หรือรู้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของเรื่อง เมื่อมาพบพูดคุยกันเข้าก็กลายเป็นวิวาทกันไป เ พราะต่างคนก็ต่างยืนยันว่าสิ่งที่ตนเองรู้เห็นเท่านั้นเป็นจริงที่สุด ของคนอื่นนั้นไม่ใช่ไม่ถูกต้อง ถามว่า เรื่องอย่างนี้มีปฐมเหตุที่ไหน ? ตอบว่า มีอยู่ในพระไตรปิฎกครับ เราไปศึกษาพระไตรปิฎกต้นเรื่องของนิทานตาบอดคลำช้างกันดีกว่า


    เรื่องราวจากพระไตรปิฎก

    ........พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ปฐมนานาติตถิยสูตร บันทึกว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถีได้มีสมณพราหมณ์ปริพาชกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีลัทธิแตกต่างกัน ยึดถือตามความเห็น ความพอใจ ความชอบใจ ที่แตกต่างกัน แต่ละพวกมีวาทะและความเห็นแตกต่างกันเป็น ๑๐ อย่าง คือ

    ๑. เห็นว่า “โลกเที่ยง” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๒. เห็นว่า “โลกไม่เที่ยง” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๓. เห็นว่า “โลกมีที่สุด” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๔. เห็นว่า “โลกไม่มีที่สุด” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๕. เห็นว่า “ชีพกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๖. เห็นว่า “ชีพกับสรีระแตกต่างกัน” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๗. เห็นว่า “สัตว์ตายแล้วยังต้องเกิดอีก” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๘. เห็นว่า “สัตว์ตายแล้วสูญ” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๙. เห็นว่า “สัตว์ตายแล้วยังต้องเกิดอีกก็มี ที่ตายแล้วสูญก็มี” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่
    ๑๐. เห็นว่า “สัตว์ตายแล้วจะไม่ต้องเกิดอีกก็มี ที่จะต้องไปเกิดอีกก็มี” นี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นหาเป็นจริงไม่

    ..........สมณพราหมณ์เหล่านั้น เกิดบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน พูดจากระทบกระเทือนกันว่า "อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ อย่างอื่นหาเป็นความจริงไม่..."


    ..........ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมาก นุ่งห่มเรียบร้อย ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ฉันเช้าเสร็จแล้ว กลับจากเที่ยวบิณฑบาตแล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

    "..........ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ทั้งหลายขอประทานวโรกาส สมณพราหมณ์และปริพาชกเป็นจำนวนมากที่มีลัทธิแตกต่างกัน สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีลัทธิแตกต่างกัน ยึดถือความเห็นความพอใจความชอบใจแตกต่าง แต่ละพวกมีวาทะและความเห็นแตกต่างกันเป็น ๑๐ อย่าง เกิดบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน พูดจากระทบกระเทียบกันว่า อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ แต่ต้องเป็นอย่างนี้....."

    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

    "..........ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ เป็นผู้มีโทษ มีธรรมและอธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์เป็นต้น ก็บาดหมางทะเลาะวิวาทกัน พูดจากระทบกระเทียบกันว่า "อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ แต่ต้องเป็นอย่างนี้...." "


    ทรงยกเรื่องตาบอดคลำช้างมา

    ".........ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี่เอง มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ตรัสเรียกชายคนหนึ่งมารับสั่งว่า
    'แน่ะพนาย เธอจงไปบอกให้คนตาบอดทั้งหมดในกรุงสาวัตถีมาประชุมกัน'

    ชายคนนั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้วได้พาคนตาบอดในกรุงสาวัตถีทั้งหมดมาเข้าเฝ้า แล้วกราบบังคมทูลว่า
    'ขอเดชะ พวกคนตาบอดในกรุงสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระเจ้าข้า'

    พระราชาพระองค์นั้นตรัสว่า
    'แน่ะพนาย ถ้าเช่นนั้น เธอจงไปนำช้างมาให้พวกคนตาบอดคลำดูเถิด บุรุษคนนั้นได้นำช้างมาให้คนตาบอดเหล่านั้นคลำดูแล้ว โดยให้พวกหนึ่งคลำที่หัวช้าง พวกหนึ่งคลำที่หูช้าง พวกหนึ่งคลำที่งาช้าง พวกหนึ่งคลำที่งวงช้าง พวกหนึ่งคลำที่ตัวช้าง พวกหนึ่งคลำที่เท้าช้าง พวกหนึ่ง คลำที่หลังช้าง พวกหนึ่งคลำที่หางช้าง พวกหนึ่งคลำที่ปลายหางช้าง...'

    ..........ต่อจากนั้น ชายนายนั้นได้พาคนตาบอดเหล่านั้นไปเข้าเฝ้าพระราชา คนตาบอดเหล่านั้นอันพระราชาตรัสถามว่า
    'ดูก่อนท่านทั้งหลาย พวกท่านรู้จักรูปร่างช้างดีแล้วหรือ' ก็กราบทูลว่า 'ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้จักช้างดีแล้ว พระเจ้าข้า'

    พระราชาจึงตรัสถามต่อไปว่า
    'ดูก่อนท่านทั้งหลาย พวกท่านพูดว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้จักรูปร่างช้างดีแล้ว เราอยากถามท่านทั้งหลายว่า ช้างมีรูปร่างเป็นอย่างไร ?'

    คนตาบอดพวกที่คลำหัวช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนหม้อ'
    คนตาบอดพวกที่คลำหูช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนกระด้ง'
    คนตาบอดพวกที่คลำงาช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนผาล'
    คนตาบอดพวกที่คลำงวงช้างกราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนงอนไถ'
    คนตาบอดพวกที่คลำตัวช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนฉางข้าว'
    คนตาบอดพวกที่คลำเท้าช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนเสา'
    คนตาบอดพวกที่คลำหลังช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนครกตำข้าว'
    คนตาบอดพวกที่คลำหางช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนสากตำข้าว'
    คนตาบอดพวกที่คลำปลายหางช้าง กราบทูลว่า 'ช้างมีรูปร่างเหมือนไม้กวาด'

    ..........คนตาบอดเหล่านั้นได้ทุ่มเถียงกันว่า ช้างมีรูปร่างอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น ช้างไม่ใช่เป็นอย่างนั้น แต่มีรูปร่างอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุนั้นเอง พระราชาจึงทรงพระสรวลด้วยความขบขัน

    ...........ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกก็เป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุเหมือนกัน ไม่รู้จักประโยชน์ โทษ ธรรม และอธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ เป็นต้นก็บาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน พูดจากระทบกระเทียบกันว่า อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ แต่ต้องเป็นอย่างนี้ " ดังนี้แล.

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงทรงเปล่ง พระอุทานนี้ในเวลานั้นอย่างนี้ว่า

    ".....ทราบว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่รู้จริง
    ยึดมั่นในความเป็นผิด แล้วก็มาวิวาทกันและกัน
    เหมือนพวกคนตาบอดคลำช้างนั่นเอง " ดังนี้แล.



    มองด้วยความไม่รู้ นำไปสู่ความเข้าใจผิด

    ในปัจจุบันเราจะเป็นว่ามีกรณี “ตาบอดคลำช้าง” อยู่มากมาย และแต่ละคนที่ถกเถียงกันนั้นก็ยืนยันนอนยันว่าตนเองรู้จริงเห็นจริง ซึ่งก็เห็นจริงๆ นั่นแหละ แต่ว่าเห็นจริงเพียงด้านเดียว ความจริงของด้านนี้จึงเป็นเฉพาะด้าน ไม่ใช่ความจริงของอีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ในเรื่องเดียวกัน ในเกสปุตติสูตร พระพุทธองค์ตรัสหลักการในการตัดสินในสิ่งที่ควรเชื่อไว้ ๑๐ ประการคือ

    ๑. อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา (นิทาน)

    ๒. อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา (เรื่องปรัมปรา)

    ๓. อย่าได้เชื่อถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินมาอย่างนี้ (ถือมงคลตื่นข่าว)

    ๔. อย่าได้เชื่อถือโดยการอ้างตำรา (มีคนมากมายชอบอ้างตำรา และก็ปรากฏว่าตำราว่าไว้ผิดหรือพิมพ์ผิดก็มี)

    ๕. อย่าได้เชื่อถือโดยการเดาเอาเอง (การเดาหรือพยากรณ์นั้น ไม่สามารถจะบอกสิ่งต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์)

    ๖. อย่าได้เชื่อถือโดยการคาดคะเน (การคาดคะเนหรือการคาดหมาย โดยอาศัยเหตุปัจจัยหรือทฤษฎีต่างๆ มากำหนด ซึ่งมีความผิดพลาดอยู่มาก)

    ๗. อย่าได้เชื่อถือโดยความตรึกเอาตามอาการ (คือวัดอาการแล้วคาดคะเนเอา แบบหมอจับอาการคนไข้)

    ๘. อย่าได้เชื่อถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว (คือเข้ากันได้กับความเห็นของตนเอง หรือตรงกับที่ตนเองคิดไว้ก่อน)

    ๙. อย่าได้เชื่อถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ (เพราะมีบ่อยไปที่คนที่น่าเชื่อกลับพูดผิดอย่างไม่น่าเชื่อ)

    ๑๐. อย่าได้เชื่อถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา (คือการเชื่อครู เมื่อเห็นว่าเป็นครูก็เชื่อมั่นว่าต้องถูก แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ครูที่สอนผิดๆ ก็มีเยอะ)


    หลักการที่ถูกต้องนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อใด ท่านทั้งหลาย พึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย ธรรมเหล่านั้นคือ ความโลภ โกรธ หลง ส่วนธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว ควรจะสมาทานให้บริบูรณ์ในธรรมเหล่านั้น

    เกสปุตติสูตรนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กาลามสูตร เพราะพระพุทธองค์ตรัสแก่ชาวบ้านตำบลกาลามะ ในแคว้นโกศล คนทั่วไปนิยมเรียกว่ากาลามสูตรมากกว่า

    เรื่องตาบอดคลำช้าง ก็เอวังด้วยประการฉะนี้.

     


    จาก : จุลสารพระธรรมฑูต วัดไทยลาสเวกัส (2547)
    ที่มา : http://www.alittlebuddha.com/html/Jullasarn2004/J0143/Jullasarn01_5.html

    รายงาน ณ วันที่ 18 ต.ค. 2552 เวลา 19:06:32 น.



    โปรดร่วมแสดงความคิดเห็น :

    มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน โปรดติดต่อ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง